ญิฮาดเล็กและญิฮาดใหญ่ ญิฮาดคืออะไร?
  • 23 กุมภาพันธ์ 2018 at 08:52
  • 188
  • 0
 

ญิฮาดเล็กและญิฮาดใหญ่ ญิฮาดคืออะไร ?

โดย บรรจง บินกาซัน


คำว่าญิฮาดมาจากรากพยัญชนะอาหรับสามตัวคือ ญีม ฮา ดาล คำว่า “ญีฮาด” หมายถึงการใช้กำลังความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ทุกด้าน การเคลื่อนไปยังเป้าหมายข้างหน้าด้วยกำลังและความเข้มแข็งของเราทั้งหมดและต่อสู้ดวามยากลำบากทุกอย่าง

ดังนั้น การตื่นแต่เช้าและเบียดเสียดยัดเยียดขึ้นรถเมล์เพื่อทำงานเลี้ยงตัวเองและสมาชิกในครอบครัวก็ถือเป็นการญิฮาดอย่างหนึ่ง การพยายามแสวงหาความรู้อย่างหนักเพื่อความสำเร็จในชีวิตของตัวเองและเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพ่อแม่ก็เป็นญิฮาดอย่างหนึ่ง การพยายามหักห้ามใจตัวเองให้ออกห่างจากการติดยาเสพติดและจากการทำความชั่วหรือสิ่งเลวทราบก็ถือเป็นการญิฮาดอย่างหนึ่ง

ญิฮาดจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการจับอาวุธขึ้นต่อสู้เสมอไปอย่างที่เข้าใจกัน เพราะถ้าหากญิฮาดหมายถึงการต่อสู้ด้วยอาวุธหากไม่มีสถานการณ์สงคราม นั่นก็หมายความว่ามุสลิมไม่สามารถทำการญิฮาดได้

ย่างไรก็ตาม ญิฮาดมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งเมื่ออิสลามปรากฏตัวขึ้น นั่นคือ การดิ้นรนต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ นี่คือความหมายที่จะนึกถึงกันเป็นปรกติในปัจจุบัน การดิ้นรนต่อสู้นี้เกิดขึ้นในสองแนว นั่นคือภายในและภายนอก

การต่อสู้ภายใน (ญิฮาดใหญ่) คือความพยายามที่จะไปให้ถึงแก่นแท้ของตัวเอง ส่วนการต่อสู้ภายนอก (ญิฮาดเล็ก) นั่นคือกระบวนการที่ทำให้ใครบางคนไปถึงแก่นแท้ของตัวเอง

ญิฮาดอย่างแรกนั้นเป็นญิฮาดใหญ่ และญิฮาดอย่างที่สองนั้นเป็นญิฮาดเล็ก ญิฮาดอย่างแรกนั้นวางพื้นฐานอยู่บนการเอาชนะอุปสรรคระหว่างตัวเองและแก่นแท้ของตัวตนจนวิญญานรู้ถึงเรื่องพระเจ้า รู้จักความรักของพระองค์และเกิดความสุขทางด้านจิตวิญญาณ ส่วนญิฮาดอย่างที่สองวางพื้นฐานอยู่บนการขจัดอุปสรรคที่กีดขวางระหว่างมนุษย์กับความศรัทธาเพื่อที่มนุษย์จะสามารถเลือกได้อย่างเสรีระหว่างความศรัทธาและการปฏิเสธศรัทธา อาจกล่าวได้ว่าญิฮาดคือ วัตถุประสงค์ของการสร้างเรามาและเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของเรา

ประเภทของการญิฮาด

ญิฮาดเล็กไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในแนวรบเท่านั้น เพราะมันทำให้ขอบเขตของการญิฮาดแคบเกินไป ความจริงแล้ว ญิฮาดเล็กมีความหมายกว้างจนบางครั้งคำพูดหนึ่งหรือการนิ่งเงียบ การถมึงทึงหรือการยิ้ม การออกมาจากที่ชุมนุมหือการเข้าไปในที่ชุมนุม กล่าวโดยสั้น ๆ คือ ทุกสิ่งที่ทำไปเพื่อพระเจ้า การควบคุมความรักความโกรธให้เป็นไปตามการอนุมัติของพระองค์ก็ถูกรวมอยู่ในความหมายของคำว่าญิฮาดเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ความพยายามทั้งหมดที่ทำไป เพื่อสังคมและประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งของญิฮาดเช่นเดียวกับความพยายามทุกอย่างที่ทำไปเพื่อครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านและศาสนาของคุณ

ในความหมายหนึ่ง ญิฮาดเล็กเป็นเรื่องวัตถุ ส่วนญิฮาดใหญ่นั้นกระทำในแนวรบด้านจิตวิญญาณ เพราะมันเป็นการต่อสู้กับโลกและตัวตนภายในและตัณหา (นัฟซ์) ของเรา เมื่อการต่อสู้ทั้งสองนี้เป็นไปโดยได้รับความสำเร็จ ความสมดุลที่ต้องการก็เกิดขึ้น ถ้าญิฮาด้านหนึ่งขาดหายไป สมดุลนี้ก็ถูกทำลาย ผู้ศรัทธาจะพบความสงบและความกระปรี้กระเปร่าในการญิฮาดที่สมดุลนี้ พวกเขารู้ว่าพวกเขาจะตายทันทีการญีฮาดของพวกเขาสิ้นสุด ผู้ศรัทธาก็เหมือนต้นไม้ที่สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ตราบใดมันให้ผล ความจริงแล้ว เมื่อต้นไม้หยุดให้ผล มันก็แห้งตาย ลองสังเกตคนที่มองโลกในแง่ร้ายและคุณจะเห็นว่าพวกเขาไม่ต่อสู้หรืออธิบายความจริงให้แก่ผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ตัดความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อพวกเขาโดยปล่อยให้ภายในของพวกเขามืดมนและเย็นชา แต่คนที่ยังญิฮาดมักจะถูกแวดล้อมด้วยความรักและความกระตือรือร้น โลกภายในของพวกเขาสว่างไสว ความรู้สึกของพวกเขาบริสุทธิ์และพวกเขาอยู่บนเส้นทางไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง การดิ้นรนต่อสู้ทุกครั้งกระตุ้นความคิดให้เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ดังนั้น วงจรที่ดีงามจึงเกิดขึ้นมา เนื่องจากการงานที่ดีทุกอย่างคือพาหนะสำหรับการงานใหม่ที่ดี คนเช่นนี้จึงแหวกว่ายอยู่ในการงานที่ดี หัวใจของเราได้รับการบอกกล่าวถึงความจริงนี้

“บรรดาผู้ดิ้นรนต่อสู้ในหนทางของเรา แน่นอน เราจะนำพวกเขาไปสู่หนทางของเรา เพราะอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงอยู่กับบรรดาผู้ทำความดี” (อัลอังกะบูต 26:69)

มีหนทางหลายสายที่มุ่งไปยังอัลอฮ์(ซ.บ.) พระองค์ทรงนำบรรดาผู้ต่อสู้เพื่อพระองค์ไปสู่ความรอดพ้นบนเส้นทางหนึ่งหรือหลายเส้นทาง พระองค์ทรงเปิดเส้นทางไปสู่ความดีแต่ละสายไว้และคุ้มครองผู้ต่อสู้เพื่อพระองค์ให้พ้นจากถนนไปสู่ความชั่ว ทุกคนที่พบหนทางของพระองค์จะพบหนทางสายกลาง เมื่อคนเหล่านี้เดินตามทางสายกลางในเรื่องความโกรธ การใช้สติปัญญาและความต้องการทางอารมณ์เช่นใด พวกเขาก็ปฏิบัติตามหนทางสายกลางในเรื่องญิฮาดและการปฏิบัติศาสนกิจเช่นนั้น นี่หมายความว่าอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงนำมนุษย์ไปสู่หนทางแห่งความรอดพ้น

ญิฮาดเล็กคือการที่เราทำตามคำบัญชาของพระองค์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยความกระฉับกระเฉง ญิฮาดใหญ่คือการประกาศสงครามต่อสู้ความรู้สึกและความคิดเชิงลบ และเชิงทำลาย (เช่น ความเคียดแค้น ความเกลียดชัง ความอิจฉา ความเห็นแก่ตัว ความทะนงตน ความโอหังและความโอ้อวด) ของตนภายในของเราซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางเรามิให้ไปถึงความสมบูรณ์ เนื่องจากนี่เป็นการญิฮาดที่ยากลำบากมาก มันจึงถูกเรียกว่าญิฮาดใหญ่ คนที่ล้มเหลวในญิฮาดใหญ่จะล้มเหลวในญิฮาดเล็ก

ในระหว่างยุคสมัยท่านนบี (ซ.ล.) อันเป็นยุคแห่งความสุข ผู้คนต่อสู้เหมือนสิงโตในสนามรบ และเมื่อตกค่ำ พวกเขาก็ทำตัวหายไปกับการอุทิศตนให้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ด้วยการนมาซและการระลึกหรือวิงวอนขอพรต่อพระองค์ นักรบผู้กล้าหาญเหล่านี้ใช้ชีวิตของพวกเขาในมุมหนึ่งด้วยการนมาซและการปลีกวิเวก พวกเขาเรียนรู้เรื่องนี้จากนบีผู้เป็นคนนำทางพวกเขานบีคนแรกในการญิฮาดทางวัตถุและทางจิตวิญญาณ ท่านส่งเสริมให้สาวกของท่านวิงวอนขอการอภัยโทษต่อพระเจ้า และท่านเป็นคนแรกที่ทำเช่นนั้นเสมอ

บรรดาผู้ประสบความสำเร็จในการญิฮาดใหญ่จะประสบความสำเร็จในการญิฮาดเล็ก บรรดาผู้ล้มเหลวในการญิฮาดใหญ่จะประสบความล้มเหลวในญิฮาดเล็ก ถึงแม้คนเช่นนั้นจะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถได้รับผลที่สมบูรณ์

ท่านหญิงอาอิซะห์เล่าว่า
“คืนหนึ่ง ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล.) ได้ขอว่า “อาอิซะห์ คืนนี้ฉันขอใช้เวลาอยู่กับพระเจ้าของฉันได้ไหม ? (ท่านเป็นคนมีจิตใจงามพอที่จะขออนุญาตภรรยาของท่าน นี่คือส่วนหนึ่งของคุณสมบัติอันสูงส่งของท่าน) ฉันตอบว่า “ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ซ.ล.) ฉันอยากอยู่กับท่านแต่ฉันก็ชอบสิ่งที่ท่านชอบยิ่งกว่านั้นอีก” ท่านนบีจึงอาบน้ำนมาซและเริ่มนมาซ ในการนมาซ ท่านได้อ่านข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอานตรงที่มีความหมายว่า “แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและการสับเปลี่ยนของกลางคืนและกลางวันนั้นมีสัญญาณ สำปวงผู้มีสติ” (กุราน 3:190) ท่านอ่านอายะห์นี้แล้วหลังจากนั้นท่านก็นั่งน้ำตาไหลจนกระทั่งเช้า” (ตัฟซีรฺของอิบนุกะซีรฺ)

บางครั้ง เพื่อที่จะมิให้ภรรยาของท่านตื่นขึ้นมากลางดึก ท่านนบีจะลุกขึ้นมานมาซโดยไม่ถามนาง ท่านหญิงอาอิซะฮฺเล่าว่า
คืนหนึ่ง เมื่อฉันตื่นขึ้นมา ฉันไม่พบท่านรอซูลุลลอฮ์ เมื่อฉันลุกขึ้นมาในความมืด มือของฉันได้ไปโดนเท้าของท่าน ท่านกำลังก้มกราบบนเสื่อนมาซและกำลังอ่านอะไรบางอย่างอยู่ ฉันฟังท่านอ่านคำวิงวอนขอพร ท่านกล่าวว่า
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ฉันขอความคุ้มครองต่อความเมตตาของพระองค์ให้พ้นจากความกริ้วโกรธของพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้ยกเว้นข้าพระองค์จากการถูกลงโทษ ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ จากพระองค์ (ขอให้พ้นจากความกริ้วของพระองค์ ขอความเมตตาและความรักความสงสารจากความมีอำนาจของพระองค์) ข้าพระองค์ไม่สามารถที่จะสรรเสริญพระองค์ได้อย่างเหมาะสม พระองค์ทรงเป็นอย่างที่พระองค์ได้สรรเสริญพระองค์เอง” (มุสลิม,เศาะลาต,22)

นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งภายในตัวตนและการญิฮาดอันยิ่งใหญ่ของท่านนบี ในอีกฮะดีษหนึ่งท่านนบีได้เอ่ยถึงการญิฮาดทั้งสองนี้ว่า
“มีตาสองประเภทที่จะไม่เห็นไฟนรก บรรดาทหารที่ทำหน้าที่คอยเฝ้าระวังในสมรภูมิและแนวรบ และบรรดาผู้ร้องให้เพราะเกรงกลัวอัลลอฮ์” (ติรฺมีซี,ฟะฎอิลอัลญิฮาด, 12)

ญิฮาดของผู้สละการนอนของตนและทำหน้าที่คอยเฝ้าระวังในเวลาที่อันตรายที่สุดคือการญิฮาดทางวัตถุ ตาของพวกเขาจะไม่อยู่ในไฟนรก สำหรับบรรดาผู้ทำญิฮาดทางด้านจิตวิญญาณและญิฮาดใหญ่และร้องไห้เพราะกลัวพระเจ้าพวกเขาจะไม่เห็นการทรมานของนรกเช่นกัน

ญิฮาดคือความสมดุลของการพิชิตภายในและภายนอก การไปถึงความสมบูรณ์ทางจิตใจและการช่วยให้คนอื่นทำเช่นนั้น การได้รับความสมบูรณ์ภายในเป็นญิฮาดใหญ่ การช่วยเหลือคนอื่นให้ไปถึงความสมบูรณ์ภายในเป็นญิฮาดเล็ก เมื่อคุณแยกมันออกจากกัน ญิฮาดก็มิใช่ญิฮาดอีกต่อไป ดังนั้น เจตนาของนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ไข นั่นคือการปฏิบัติตามท่านรอซูลุลลอฮ์คนที่หาทางรอดพ้นให้คนอื่นเช่นเดียวกับที่หาทางรอดพ้นให้แก่ตัวเองมีความสุขเพียงใด คนที่คิดช่วยเหลือตัวเองในขณะที่ช่วยเหลือคนอื่นด้วยก็มีความสุขเพียงนั้น