ขบวนการไซออนิสต์ การก่อการร้ายซ่อนรูป (ตอนที่ 3) | ยิว อดีตกับปัจจุบัน สายสัมพันธ์ที่ขาดสิ้นแล้ว
  • 22 กุมภาพันธ์ 2018 at 15:37
  • 187
  • 0

ยิว อดีตกับปัจจุบัน สายสัมพันธ์ที่ขาดสิ้นแล้ว

นับตั้งแต่ถูกทำให้กระจัดพลัดพรายออกไปจากเยรูซาเล็มโดยมหาอำนาจโรมันแล้ว พวกยิวที่ถูกกวาดต้อนออกไปก็ไม่มีโอกาสกลับสู่ดินแดนปาเลสไตน์อีก นานนับ 2,000 ปี พวกเขากระจัดกระจายอยู่ทั้งในยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก เมื่อคนรุ่นแรกตายไปคนรุ่นหลังก็เติบโตมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบตะวันตก ซึ่งมีพัฒนาการต่าง ๆ มาตามยุคสมัยตั้งแต่อารยธรรมแบบโรมัน แบบคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค การปฏิวัติทางศาสนา การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรม ลัทธิฆราวาสนิยม(Secularism) การปกครองแบบประชาธิปไตย ทุนนิยมเสรี สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์

แนวคิด อุดมคติ และมโนทัศน์ต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในสังคมตะวันตก ล้วนมีชาวยิวทั้งหลายที่บรรพบุรุษของพวกเขาถูกต้อนไปจากปาเลสไตน์ เมื่อ 2,000 ปีก่อน เข้าไปมีส่วนร่วมสร้างอย่างมิต้องสงสัย ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดแบบ “พระเจ้าตายแล้ว” ของฟรีดริกซ์ นิทเช่ แนวคิดในแบบของ “ซิกมันด์ ฟรอยด์” และแบบของคาร์ล มาร์กซ์ เจ้าแห่งสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ สะท้อนว่าชาวยิวในรุ่นหลัง ๆ ไม่ได้ถูกอบรมบ่มเพาะให้ยึดมั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าอีกแล้ว แต่พวกเขาคือนักวัตถุนิยมเช่นเดียวกับผู้คนในโลกตะวันตกทั่วไป ระยะเวลา 2,000 ปี ที่จากไปทำให้ชาวยิวรุ่นหลังไม่มีความผูกพันใด ๆ กับปาเลสไตน์อีก ข้ออ้างทางศาสนา และข้อสนับสนุนทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกความผูกพันของยิวกับปาเลสไตน์ เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดบังเป้าหมายอันแท้จริงซึ่งถูกทับซ่อนไว้ เพราะจริง ๆ แล้วคนที่อ้าง ไม่สามารถสืบสาวสายเลือดของตนไปถึงยิวในเยรูซาเล็มอีกแล้ว และศาสนาของพวกเขาก็ไม่ใช่ยูดาย คัมภีร์ของพวกเขาไม่ใช่โตรา แต่เป็นศาสนาและคัมภีร์เล่มเดียวกับที่ชาวยุโรปทั่วไปใช้อยู่ คือ คัมภีร์วัตถุนิยมนั่นเอง การอพยพที่แท้จริงของคนเหล่านี้มิใช่เพื่ออุดมการณ์ทางศาสนา แต่เป็นอุดมการณ์ทางโลกล้วน ๆ เห็นได้จากยิวในสหรัฐซึ่งครอบครองทรัพย์สินมหาศาล ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะไปอยู่ในอิสราเอล ยิวในรัสเซียก็มุ่งมาดปรารถนาที่จะอพยพไปยังสหรัฐมากกว่าจะไปอิสราเอล ยกเว้นไม่มีทางไปได้เท่านั้น พวกเขาจึงจะบ่ายหน้าไปยังอิสราเอล

ความจริงแล้ว ยิวในตะวันตกก็ผูกพันกับแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเองเยี่ยงปุถุชนทั่วไป (มิใช่แผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษเมื่อ 2,000 ปีก่อน) ธีโอดอร์ เฮอร์ตซัล เองก่อนที่จะกลายเป็นผู้นำขบวนการโซออนิสต์ ก็เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองที่แทบไม่เกี่ยวกับความเป็นยิวเลย เขาเคยสมัครเข้าร่วมขบวนการ Burschenshaft อันเป็นขบวนการที่มีเป้าหมายรวมชาวเยอรมันให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน “เคยร่วมร้องตะโกนคำขวัญว่า “Honer – Freedom – Fatherland” กับฝรั่งออสเตรีย – เยอรมัน โดยไม่ได้ตระหนักถึงความเป็นยิว แม้แต่น้อย (ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ 2550 : 160)

อย่างไรก็ตาม การเติบโตขึ้นในสังคมตะวันตกก็ทำให้ชาวยิวซึมซับเอาการมองโลกและชีวิตตามจักรวาลทัศน์แบบวัตถุนิยมซึ่งครอบงำสังคมนั้นไว้เต็มตัว และแรงส่งของวัตถุนิยมในตัวชาวยิวอาจมีมากกว่าฝรั่งตะวันตกด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยทางสังคมที่พวกเขาอยู่ในฐานะคนกลุ่มน้อยและถูกกดดันให้ต้องดื้นรนเอาตัวรอดทุกวิถีทาง ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ ความถนัดที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษในเรื่องกลเกมและกลโกงเชิงการค้าทำให้ชาวยิวมีบทบาทอันโดดเด่นในการประกอบธุรกิจ และการสร้างกระแสทุนนิยมเสรี ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ช่วยหนุนให้พวกเขาสามารถผูกขาดการค้าได้โดยง่าย จนแม้แต่ คาร์ล มาร์กซ์ ที่เป็นยิวคนหนึ่ง ก็ยังกล่าวถึงชาวยิวด้วยกันเองว่า “การแลกเปลี่ยนทางการค้าคือพระเจ้าที่แท้จริงของชาวยิว และเบื้องหน้าของพระเจ้าองค์นี้ ไม่ควรมีพระเจ้าองค์ใดดำรงอยู่อีก” (El Musaiyari 1999 v.2 : 16)

ความโลภในการครอบครองวัตถุโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม ปรากฏให้เห็นได้ในสายสัมพันธ์ที่เป็นเครือข่ายของชาวยิวในการผลักดันให้เกิดการปฏิวัติต่าง ๆ ขึ้นในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติทางศาสนาที่นำไปสู่การแยกศาสนาออกจากวิถีชีวิต (Secularism) ซึ่งปรากฏว่ามีนักคิดชาวยิวร่วมอยู่ในขบวนการหลายต่อหลายคน การปฏิวัติในฝรั่งเศสปี ค.ศ.1789 การปฏิวัติโค่นล้มระบบกษัตริย์ในรัสเซีย ตลอดไปจนถึงสงครามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งสงครามระดับภูมิภาค เช่น สงครามอังกฤษ-ฝรั่งเศส หรือสงครามโลกทั้งสองครั้ง เหตุการณ์สำคัญ ๆ เหล่านี้ล้วนปรากฏว่ามีชาวยิวกลุ่มหนึ่งเกี่ยวข้องในบทบาทสำคัญ คือเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างเป็นกอบเป็นกำเสมอ นำไปสู่การที่ชาวยิวกลุ่มนี้ก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำและผู้บงการอันแท้จริงต่อความเป็นไปของโลก ผ่านสถาบันและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เพราะพวกเขาครอบงำได้ตั้งแต่ธนาคารแห่งชาติของอังกฤษซึ่งก่อตั้งโดย นาธาน ร็อทไชลด์ บุตรชายของไมเยอร์ ร็อทไชลด์ อันเป็นผู้ที่เจ้าชายวิลเลียมที่ 9 แห่งออสเตรีย ไว้วางใจฝากเงินไว้ถึง 3 ล้านดอลลาร์ในปี 1809 ก่อนที่เจ้าชายผู้นั้นจะหลบหนีอิทธิพลของนโปเลียนแห่งฝรั่งเศสไปอยู่ที่เดนมาร์ก ไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่าเงินจำนวนนี้ถูกส่งคืนเจ้าของ แต่มีการเปิดเผยในภายหลังว่า เงินดังกล่าวถูกส่งไปให้ นาธาน ร็อตไชลด์ ในอังกฤษ และถูกนำไปลงทุนในบริษัทอีสต์อินเดียของอังกฤษในเวลาต่อมา ซึ่งบริษัทนี้ก็คือเครื่องมือสำคัญในการล่าและควบคุมอาณานิคมของอังกฤษ ต่อมา นาธาน ร็อดไชลด์ ผู้นี้ก็ก่อตั้งธนาคารแห่งชาติของอังกฤษขึ้น เขาคือผู้ฝากคำพูดไว้ว่า “ผู้ที่ควบคุมจักรวรรดิ แห่งนี้ (อังกฤษ) ก็คือผู้ที่ควบคุมระบบการเงินของประเทศนี้” (ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ 2550 : 129)

นอกจากธนาคารกลางของอังกฤษแล้ว ในสหรัฐ อับราฮิม สินดอล์น ตระหนักดีถึงอันตรายจากการครองอำนาจทางเศรษฐกิจของยิว เขาพยายามขัดขวางการครอบงำทางเศรษฐกิจของตระกูลยิว โดยกล่าวไว้ว่า “บัดนี้ บรรษัทธุรกิจ ได้ครองประเทศไปแล้ว ศักราชแห่งการโกงกินในระดับสูงจะติดตามมา อำนาจเงินจะสามารถอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างได้อีกนาน โดยอาศัยความหลงผิดของประชาชน จนกระทั่งเมื่อความมั่งคั่งถูกสะสมอยู่ในมือของกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ สาธารณรัฐก็จะถูกทำลายในที่สุด” (อ้างโดย ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ 2550 : 135) หลังจากนั้น สินคอล์นก็ถูกสังหาร และต่อมาในปี 1913 กลุ่มธุรกิจของชาวยิว ซึ่งผูกขาดกิจการหลัก ๆ ของสหรัฐไว้เกือบสิ้นเชิงแล้ว ก็ร่วมกันก่อตั้ง “ธนาคารกลางแห่งสหรัฐ” หรือ Federal Reserve ขึ้นมาได้