ขบวนการไซออนิสต์ การก่อการร้ายซ่อนรูป (ตอนที่ 1) | กำเนิดของขบวนการไซออนิสต์
กำเนิดของขบวนการไซออนิสต์

 


ขบวนการไซออนิสต์เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมในปี ค.ศ.1897 เมื่อนักหนังสือพิมพ์ชาวออสเตรีย เชื้อสายยิว ชื่อ ธีโอดอร์ เฮอร์ตเซิล (Theodore Hertzl) ได้จัดประชุมใหญ่ผู้นำยิวคนสำคัญ ๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีผู้เข้าร่วมมากกว่าสามร้อยคน และที่ประชุมครั้งนั้นได้มีมติให้จัดตั้งองค์การหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า “องค์การไซออนิสต์สากล” (The world Zionist Organization)

 

 

 

อุดมการณ์ของขบวนการไซออนิสต์

 

ภายหลังการประชุมของผู้นำขบวนการไซออนิสต์ มีเอกสารที่รู้จักกันว่า “ปฏิญญาสากลของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” (The Protocol of The Elder of Zion) เผยแพร่ออกมา แม้จะมีการกำจัดผู้มีส่วนนำเอกสารนี้สู่สายตาชาวโลกด้วยวิธีการทารุณ โหดร้าย ต่าง ๆ นานา แต่ก็มิอาจปิดบังความจริงของเอกสารที่เปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของขบวนการไซออนิสต์ได้ ปฏิญญาดังกล่าวแสดงถึงอุดมการณ์บางอย่างที่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษยชาติให้เป็นไปในเชิงการรับใช้วัตถุประสงค์ของผู้นำขบวนการ เป็นอุดมการณ์ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติทางความเชื่อ สังคม/การเมือง และเศรษฐกิจ ซึ่งผู้รักในการศึกษาค้นคว้าอย่าง ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ถอดความไว้บางส่วน ดังนี้

 

1.ในมิติทางความเชื่อ

 

“พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้เราผู้เป็นประชากรที่ได้รับการคัดสรรแล้วจากพระองค์ ได้สร้างพรสวรรค์อันเกิดจากการต้องอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ซึ่งดูคล้ายเป็นความอ่อนแอของเรา แต่ที่จริงกลับเป็นพละกำลังของเรา ซึ่งกำลังนำเราไปสู่ความมีอำนาจสูงสุดเหนือโลกทั้งโลก”

 

“ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกมานี้จะมาจากเบื้องบน เพื่อทำลายพลังอันไร้สาระที่เคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณ มิใช่โดยเหตุผล เคลื่อนไหวไปด้วยความเป็นสัตว์ มิใช่ความเป็นมนุษย์ ขณะนี้...พลังเหล่านี้กำลังแสดงชัยชนะด้วยการสำแดงออกซึ่งการปล้นสะดม และการใช้ความรุนแรงทุกชนิด ภายใต้หน้ากากของหลักการแห่งอิสรภาพและเสรีภาพ พวกมันได้โค่นล้มความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมทุกรูปแบบ เพื่ออะไรหรือ...??? ก็เพื่อให้ซากปรักหักพังเหล่านี้กลายเป็นฐานรองรับบัลลังก์ของกษัตริย์ชาวยิวนั่นเอง และบทบาทของพวกมันจะยุติลง เมื่อกษัตริย์ของเราได้เข้าไปสู่อาณาจักรของพระองค์ และจะกวาดล้างพวกมันให้ออกไปจากทางของพระองค์เสีย เพื่อให้หนทางนั้นราบเรียบ ปราศจากเสี้ยนหนามปุ่มปมใด ๆ ... ครั้นแล้วชาวยิวทั้งหลายก็จะกล่าวกับประชาชาติของโลกทั้งโลกว่าว่า...จงขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าของเรา และจงคุกเข่าโค้งคำนับพระองค์ พระองค์ทรงมีตราแห่งการกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ และจะไม่มีใครอื่นนอกจากพระองค์ที่จะสามารถปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นไปจากความชั่วร้ายทั้งหลายได้...กษัตริย์แห่งอิสราเอลนั้นจะเป็นพระสันตะปาปาที่แท้จริงแห่งสากลโลก เป็นบิดาแห่งศาสนาสากล และเป็นบิดาของคนทั้งโลก...”

 

2. ในมิติทางสังคม/การเมือง

 

“อำนาจของเราจะมีอยู่ท่ามกลางสภาพอันง่อนแง่นของอำนาจทุกรูปแบบ และเป็นอำนาจที่เหนียวแน่นมากกว่าอำนาจอื่นใด เพราะยังคงเป็นอำนาจที่ไม่มีใครมองเห็น จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาที่มันมีพลังสูงสุด ก็จะไม่มีอำนาจหรือเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ สามารถทำลายมันลงได้อีกเลย” “นี่แหละคือเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องทำลายความศรัทธาทั้งมวลลงไปให้หมด ต้องยึดเอาหลักการความเชื่อที่มีต่อพระเจ้าออกไปเสียจากจิตใจของพวกกอยยิม(พวกที่ไม่ใช่ยิว) แล้วเอาการคำนวณทางคณิตศาสตร์และความต้องการทางวัตถุใส่เข้าไปแทนที่ เพื่อไม่ให้พวกมันมีเวลาคิดและสังเกตสังกา เราจะต้องเบี่ยงเบนความสนในพวกมันไปยังการค้าและการอุตสาหกรรม เพื่อให้ชาติทุกชาติถูกดูดกลืนเข้าไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์และการแข่งขันเพื่อผลกำไร และพวกมันจะมองไม่เห็นศัตรูที่แท้จริงของมันได้ และเพื่อจะขจัดอิสรภาพออกไปจากชุมชนของพวกมันให้หมด เราจะต้องเอาอุตสาหกรรมมาวางเอาไว้บนพื้นฐานแห่งการเสี่ยงโชค เพื่อให้ผลของมันลื่นหลุดไปจากมือผ่านเข้าไปสู่ระบบแห่งการเสี่ยงโชค... นั่นก็คือ... ผ่านเข้ามาสู่มือของเรา...อุตสาหกรรมจะสูบเอาแรงงานและเงินทุนออกไปจากที่ดิน และถ่ายโอนเงินทั้งโลกเข้ามาสู่มือเราด้วยระบบการเสี่ยงโชคหากำไร และมันจะทำให้พวกกอยยิมทั้งหลายล้วนแล้วแต่ต้องกลายเป็นคนชั้นต่ำในแต่ละชุมชน”

 

“การต่อสู่แข่งขันเพื่อความวิเศษกว่ากันในทางเศรษฐกิจเช่นนี้นี่แหละ ย่อมจะสร้างชุมชนที่แล้งน้ำใจ เย็นชา และปราศจากหัวใจขึ้นมา ชุมชนเหล่านั้นจะหล่อเลี้ยงความเกลียดชังต่อชนชั้นที่สูงกว่า...และกระทั่งต่อศาสนาอื่นใด ผู้นำทางอย่างเดียวของพวกเขาก็คือ...ผลกำไร นั่นก็คือ...ทองคำอันสามารถตอบสนองความยินดีปรีดาทางวัตถุให้กับเขาได้...กงล้อทุกอัน และเครื่องจักรกลของกลไกแห่งรัฐต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่หมุนไปได้ด้วยเครื่องยนต์ซึ่งอยู่ในมือของเรา...ซึ่งก็คือเจ้าแม่แห่งทองคำนั่นเอง พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานอัจฉริยภาพให้เรา ถ้ามีคนเป็นอัจฉริยะอยู่ในฝ่ายตรงกันข้าม แม้นว่ามันคิดจะสู่กับเรา...แต่คนมาใหม่น่ะหรือจะสู้กับคนที่ตั้งรกรากมาแล้วเก่าแก่ ศาสตร์แห่งเศรษฐกิจการเมืองซึ่งนักปราชญ์อาวุโสของเราได้ประดิษฐ์มานานแล้ว...มือหนึ่งซึ่งของไม่เห็นในทุก ๆ ส่วนของโลกนี่แหละ ที่จะให้พลังทางการเมืองที่เป็นอิสระแก่เงินทุน การค้า อุตสาหกรรม อำนาจในการที่จะใช้กิเสสตัณหาของพวกเขาระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟ...ครั้นแล้วก็จะถึงเวลาที่พวกชนชั้นต่ำเหล่านี้จะเดินตามการนำทางของเราไปต่อสู่กับอำนาจที่เป็นคู่แข่งขันของเรา มิใช่เพื่อการบรรลุถึงสิ่งที่ดีงาม หรือแม้กระทั่งในท้ายที่สุดก็มิใช่เพื่อทรัพย์สินเงินทองด้วยซ้ำ...แต่เพราะความเกลียดชังที่มีต่อพวกบรรดาชนชั้นสูงต่างหาก... เมื่อใดก็ตามที่ถึงเวลาซึ่งเราได้สร้างวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อนั้น...เราก็จะโยนฝูงกรรมกรลงไปในท้องถนน ฝูงชนเหล่านี้จะวิ่งไปวิ่งมาอย่างยินดีปรีดา เพื่อที่จะหลั่งเลือดบรรดาผู้ที่เขาอิจฉาริษยามาตั้งแต่ยังนอนเปล และพวกที่เขาจะปล้นยึดทรัพย์กลับมาเป็นของเขาได้...ส่วนสมบัติของเรา พวกเขาจะไม่แตะต้อง และไม่มีวันแตะต้องได้เลย เพราะเราย่อมรู้เวลาที่พวกเขาจะเข้าโจมตีเนื่องจากเป็นเวลาที่เราจะกำหนดเอาไว้ให้...และเราย่อมสามารถหามาตรการป้องกันเอาไว้ได้ก่อนล่วงหน้า”

 

“ทุกประเทศจะต้องจำเอาไว้ในใจว่า...ใครก็ตามที่พยายามทำข้อตกลงใด ๆ เพื่อต่อต้านอำนาจของเรานั้น...จะไม่ได้ก่อให้เกิดผลกำไรแก่พวกมันเลย...เรานั้นแข็งแกร่งเกินไปกว่าที่ใครจะต่อต้านได้ อำนาจ ของเราจะไม่มีวันหายไป ชาติไหน ๆ ก็จะไมมีวันทำความตกลงอะไรกันได้โดยที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างลับ ๆ หรอก Per Me reges regnant…กษัตริย์จะครองราชย์ได้ด้วยข้า...”

 

“ย้อนหลังไปไกลในสมัยโบราณนั้น...เราเป็นพวกแรกที่ตะโกนก้องอยู่ท่ามกลางมวลชนว่า...เสรีภาพ – เสมอภาค – ภราดรภาพ นับแต่นั้นมาคำเหล่านี้ก็ถูกพูดซ้ำ ๆ หลายครั้งโดยพวกนกแก้วโง่ ๆ ที่ถลาลงมากินเบ็ดในทุกทิศทุกทาง แล้วนำเอาสิ่งที่ดีของโลกและอิสรภาพที่เคยถูกระแวดระวังเอาไว้เป็นอย่างดีในแต่ละชุมชนไปกับพวกมันด้วย...พวกปัญญาชนในหมู่พวกกอยยิมนั้นไม่สามารถทำอะไรจากถ้อยคำอันเป็นนามธรรมเหล่านี้ พวกมันไม่เคยสังเกตว่าในธรรมชาตินั้นไม่เคยมีความเสมอภาคและไม่อาจเป็นอิสรภาพได้เลย พวกมันไม่ยักเห็นว่าธรรมชาติได้สร้างความคิดอุปนิสัยใจคอ และความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาอย่างเปลี่ยนรูปไปไม่ได้เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของตัวธรรมชาติเอง...”

 

“อิสรภาพทางการเมืองนั้น...จึงเป็นเพียงความคิด...ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เราต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ความคิดนี้อย่างไร ให้เป็นเบ็ดที่จะเกี่ยวประชาชนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนต่าง ๆ และกลายเป็นพลังในการบดขยี้ผู้ที่มีอำนาจในสังคมนั้น ๆ งานนี้จะทำได้ง่ายดาย เมื่อพวกมันหลงเข้าไปอยู่ในความคิดเรื่องอิสรภาพอย่างที่เรียกกันว่า...เสรีนิยม จุดนี้นี่แหละที่จะนำเราไปสู่ชัยชนะ เมื่อรัฐบาลต่าง ๆ ได้หย่อนบังเหียนลงมา บังเหียนนั้นก็จะถูกคว้าเอาไว้ทันทีด้วยมืออันใหม่ที่เข้าใจต่อกฎธรรมชาติแห่งชีวิต...”

 

“คำว่าอิสรภาพนั้น สามารถทำให้ฝูงชนออกมาต่อสู้กับอำนาจทุกชนิด แม้กระทั่งต่อสู้กับพระเจ้าหรือกฎธรรมชาติ และมันสามารถเปลี่ยนฝูงชนให้กลายเป็นสัตว์ป่ากระหายเลือดได้...และก็เป็นความจริงที่เจ้าสัตว์ป่าเหล่านี้จะหลับไปทุก ๆ ครั้งที่มันได้ดื่มเลือดไปจนอิ่มแล้ว ซึ่งในเวลาเช่นนั้นเราก็อาจเอาโซ่ไปสวมมันไว้ได้ง่าย ๆ แต่ถ้าเราไม่ให้เลือดมันดื่ม มันก็จะนอนไม่หลับและต่อสู้ต่อไป...”

 

“งูตัวนี้จะซอกซอนเข้าไปในหัวใจของชาติต่าง ๆ แล้วก็จะเขมือบและทำลายอำนาจของชาติที่ไม่ได้เป็นชาวยิวทั่วทั้งหมด ได้มีการคาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า งูตัวนี้จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไปตามแผนการที่กำหนดเอาไว้อย่างเข้มงวด จนกระทั่งหนทางที่จะชอนไชไปนั้นทำให้หัวของงูวกกลับมายังภูเขาไซออน ด้วยประการนี้จึงกล่าวได้ว่างูตัวนี้จะชอนไชไปรอบทวีปยุโรปจนครบวงรอบของมัน และด้วยการที่มันล้อมยุโรปเอาไว้ก็เท่ากับมันล้อมโลกเอาไว้ด้วย การที่หัวงูจะย้อนกลับมายังภูเขาไซออนได้สำเร็จ ก็ต่อเมื่ออำนาจของประเทศในยุโรปลดต่ำลง นั่นก็คือเมื่อวิกฤติการณ์เศรษฐกิจได้ทำลายอำนาจของพวกมันจนหมดสิ้น และนำความเสื่อมโทรมทางจิตวิญญาณ ความฉ้อฉล ความไร้จริยธรรมมาให้กับพวกมัน... ความสำเร็จของสิ่งเหล่านี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ก็โดยการเอาชนะด้วยอำนาจเศรษฐกิจ”

 

3. ในมิติทางเศรษฐกิจ

 

“เงินกู้ทุกชนิดนั้น...ย่อมนำมาซึ่งความไม่มั่นคงให้กับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งความไมเข้าใจในสิทธิที่ประเทศตัวเองพึงมีได้โดยง่าย มันจะเป็นเสมือนดาบที่ห้อยต่องแต่งอยู่เหนือหัวของผู้ปกครองแต่ละประเทศ ผู้ซึ่งแทนที่จะพอใจอยู่เพียงแค่การรับเงินภาษีพลเมืองของตัวเอง...แต่กลับต้องมาแบมือขอเงินจากนายธนาคารของเรา และเมื่อพวกมันพร้อมที่จะกู้...มันก็จะไม่สามารถถึงดาบเล่มนี้ออกไปจากประเทศของมันได้ จนกระทั่งมันหล่นลงมาเองหรือจนกว่าจะมีใครมาดึงและขว้างมันทิ้งไป แต่โดยทั่วไปแล้ว ประเทศของพวกกอยยิมนั้นไม่เพียงแต่จะคิดขว้างมันทิ้งไปเท่านั้น แต่จะกลับดื้อดึงยื้อยุดมันเอาไว้มากขึ้นไปอีก แม้กระทั่งต้องตายไปเพราะถูกสูบเลือดไปหมดแล้วก็ตาม”

 

“เงินกู้ก็คือการออกตั๋วเงินของรัฐบาลซึ่งมีดอกเบี้ยเป็นอัตราตามส่วนของเงินต้นที่กู้ไป ถ้าเงินกู้นั้นต้องเสียดอกเบี้ย 5 เปอร์เซ็นต์ในเวลา 5 ปี ประเทศนั้นก็ต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ยไปเท่ากับจำนวนเงินต้นที่กู้ยืมมา ในเวลา 40 ปีจะต้องจ่ายเป็นสองเท่า ใน 60 ปีต้องจ่ายเป็นสามเท่า..และตลอดเวลาเงินต้นก็ยังคงเท่าเดิมโดยไม่ได้ลดลงไปเลย...จากการคำนวณนี้จะเห็นได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วพวกมันจะต้องบีบคั้นเอาเงินเหรียญสุดท้ายจากผู้จ่ายภาษีที่ยากจนที่สุดมาให้กับผู้ที่ร่ำรวยเพื่อหักกลบลบบัญชีต่อไปเรื่อย ๆ...ตราบใดที่เงินกู้เหล่านี้เป็นเงินในประเทศตัวเอง พวกกอยยิมก็จะเปลี่ยนเงินจากกระเป๋าคนรวยเท่านั้น...แต่ถ้าหากเราสามารถทำให้พวกมันต้องโอนเงินกู้ไปสู่วงภายนอก ทรัพย์สินทั้งหมดในแต่ละประเทศก็จะหลั่งไหลเข้ามาสู่หีบเงินสดของเรา และในไม่ช้าพวกมันทั้งหมด...จะเริ่มจ่ายเครื่องบรรณาการของพลเมืองของมันมาให้เรา ผู้นำของพวกกอยยิมที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้น...ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ได้จริงจังอะไรมากนักกับเรื่องกิจการระหว่างประเทศ ความคดโกงในหมู่ผู้บริหาร หรือการขาดความรู้ความเข้าใจในศิลปะเรื่องการเงินของผู้ปกครองเหล่านั้นย่อมทำให้พวกมันจะตกเป็นลูกหนี้แห่งท้องพระคลังของเราจนไม่สามารถใช้คืนได้...”

 

ธีโอดอร์ เฮอร์ตเซิล เคยยื่นข้อเสนอต่อพระเจ้าไกเซอร์วิลเลียมที่ 2 แห่งเยอรมัน และต่อสุลต่านอับดุลฮาหมีด แห่งออตโตมาน เพื่อขอใช้พื้นที่ในเขตปกครองของทั้งสองจัดตั้งอาณานิคมชาวยิวขึ้น แต่ได้รับการปฏิเสธ และแม้นายโจเซฟ แชมเบอร์เลน รัฐมนตรีกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษจะเสนอให้ตั้งรัฐยิวในอูกันดาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่สมัชชาไซออนิสต์ก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย (ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ 2550 : 161-162)

 

สมัชชาไซออนิสต์ปฏิเสธดินแดนอื่น ๆ ทั้งหมด เพราะความตั้งใจและใฝ่ฝันของพวกเขา รัฐยิวจะตั้งที่อื่นไม่ได้นอกจากดินแดนปาเลสไตน์เท่านั้น การเลือกดินแดนปาเลสไตน์เป็นที่ตั้งของรัฐยิว มีเหตุผลอันลึกซึ้งหลายประการ ที่สำคัญคือ

 

1. ที่ตั้งของปาเลสไตน์เอง อยู่ในกลุ่มอาหรับ ใกล้ใจกลางของโลกอิสลาม หากตั้งรัฐยิวขึ้นในดินแดนนี้ได้ ย่อมช่วยให้การควบคุมโลกอิสลามทำได้ง่ายขึ้น รัฐยิวจะทำหน้าที่เป็นรัฐกันชน ทำให้โลกอิสลามต้องพะวักพะวงอยู่กับอิสราเอลแทนการคิดถึงศูนย์กลางของไซออนิสต์ ยิ่งกว่านั้น การดำรงอยู่ของอิสราเอลในแถบนี้ อาจนำไปสู่ความแตกแยกของกลุ่มอาหรับ ซึ่งจะช่วยให้การครอบครองทรัพยากรน้ำมันเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น และหากมีประเทศใดคิดแข็งข้อขัดขืน ไซออนิสต์ก็มีที่เก็บสะสมหรือผลิตอาวุธซึ่งอยู่ใกล้และพร้อมใช้งานในการเข่นฆ่าทำลายล้างศัตรูได้ทันที ซึ่งก็คือรัฐอิสราเอลนั่นเอง

 

2. การเลือกดินแดนปาเลสไตน์ แม้จะเป็นการเลือกบนฐานคิดที่เกิดจากความละโมบต่อลาภยศทางโลกล้วน ๆ ก็จริง แต่เป็นการเลือกที่สามารถนำเหตุผลทางศาสนามาสนับสนุนและช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้เพราะศาสนายูดายก็ผูกพันกับเยรูซาเล็มเช่นเดียวกับอิสลามและคริสต์ ประเด็นทางศาสนาจึงถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อรับใช้เป้าหมายทางโลกของขบวนการไซออนิสต์ โดยการอ้างว่าแผ่นดินเยรูซาเล็มคือพื้นที่แห่งพันธะสัญญาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าจะมอบให้ชาวยิวเท่านั้น เป็นพันธะสัญญาที่มีมาแต่ครั้งศาสดาอิบรอฮีม (อับราฮัม) ข้ออ้างนี้สอดรับกับคำสอนของศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์พอดี ในขณะที่นิกายโรมันคาทอลิกสอนว่าแผ่นดินแห่งพันธะสัญญา คือสรวงสวรรค์ในปรภพ มิใช่ดินแดนในโลกใบนี้

 

ข้ออ้างที่สอดรับกันของทั้งสองศาสนา คือยูดายและคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้การอพยพชาวยิวจากที่ต่าง ๆ ทั่วโลกไปสู่ปาเลสไตน์ ภายใต้การอำนวยการช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยได้เริ่มมีการอพยพชาวยิวระลอกแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1897-1902 และระลอกล่าสุดคือเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนการประกาศสถาปนารัฐอิสราเอลในปี ค.ศ.1948

นอกจากเหตุผลหลัก ๆ สองข้อที่กล่าวแล้ว สถานการณ์ที่ผลักดันให้ชาวยิวจากที่ต่าง ๆ อพยพสู่ปาเลสไตน์มากขึ้นคือ ลัทธิเกลียดชังยิว (Anti Semitic) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปในยุโรปและการทารุณกรรมชาวยิวของนาซีเยอรมันระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งได้ทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนกในหมู่ชาวยิวและนำไปสู่จำนวนผู้อพยพที่เพิ่มมากขึ้น