มัสยิด การเมือง และสินบน (ตอน 3) | การเมืองในกระบวนทัศน์อิสลาม

การเมืองในกระบวนทัศน์อิสลาม

โดย  วิสุทธิ์    บิลล่าเต๊ะ

 

          “อิสลาม” เป็นศาสนาที่ประกาศตนชัดเจนว่า การตราบทบัญญัติต่าง ๆ แก่มนุษย์นั้นมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสร้างชีวิตอันสมดุลทั้งขณะดำรงอยู่บนโลกนี้และภายหลังดับขันธ์สู่อีกโลกหนึ่งอันเป็นนิรันดร เป้าหมายนี้ยิ่งใหญ่และยืนยงมิมีแปรเปลี่ยน แก่กลไกและเทคนิคศิลปการอันจะเป็นเครื่องมือนำสู่เป้าหมายดังกล่าวมีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทแห่งยุคสมัย อิสลามเพียงแต่ตราบทบัญญัติซึ่งบ่งชี้ถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนและกำหนดวิธีการบางอย่างซึ่งจำเป็นต้องใช้ ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดเอาไว้ ด้วยว่าหากไม่ใช้วิธีการนี้ ก็ไม่อาจบรรลุสู่เป้าหมายได้ โดยนัยนี้การเมืองจึงเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งของอิสลามในการนำพามนุษย์สู่เป้าหมายอันสูงส่ง นักการเมืองมุสลิมจะต้องตระหนักถึงความจริงข้อนี้ และจะต้องไม่แปรเครื่องมือเป็นเป้าหมายอย่างที่นักการเมืองทั่วไปประพฤติกันอยู่ แท้จริงการวางเป้าหมายชีวิตตามอย่างคนกลุ่มใด ก็ย่อมมีวิธีคิดและวิถีชีวิตไม่แตกต่างจากคนกลุ่มนั้น  และหากวางเป้าหมายทางการเมืองไว้ ณ ที่เดียวกับ  ภาคีชน ก็ย่อมประสบชะตากรรมเดียวกับคนเหล่านั้นแน่นอน เป็นชะตากรรมที่จะมีแต่ความโศกาอาดูรกับผลแห่งงานการเมืองที่ตนทำไว้

“พวกท่านทั้งหลายจะพากันกระหายอยากตำแหน่งการนำ และมันจะเป็นความโศกสลดในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”  (โอวาทศาสดาบันทึกในประมวลวจนะฉบับอิหม่ามบุคอรีย์)

        เมื่อมีเป้าหมายทางการเมืองตามอย่างที่อิสลามชี้นำ การแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายโดยยึดฐานตัวบุคคลก็มิควรบังเกิด เพราะตราบใดที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำงานเพื่อความพึงพระทัยแห่งอัลลอฮฺเจ้า (ซุบหานะฮฺ) ทุกคนก็ล้วนเป็นพี่น้องกัน ความเห็นต่างในเรื่องกลไกและเทคนิควิธีที่จะนำไปสู่เป้าหมายต้องไม่เป็นชนวนให้เกิดความแตกแยก เพราะสิ่งที่จะแบ่งแยกคนออกจากกันในอิสลามก็มีแต่ความดีความชั่วเท่านั้น

 

“จงประกาศเถิด เมื่อความจริงปรากฏ ความเท็จก็ต้องมอดมลาย”   (อัลกุรอาน อัลอิสรออ์ : 81)

 

         แม้คนบางคนจะสับสนว่าดีคืออะไร? ชั่วคืออะไร? เพราะใช้มาตรฐานอันสับสนจากความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์กันเอง แต่สำหรับมุสลิมแล้ว ดีชั่วมีมาตรฐานชัดเจนจากองค์พระผู้เป็นเจ้า นักการเมืองมุสลิมจึงต้องมองที่เจตนาของบุคคลเป็นหลัก มิใช่มองที่ความเป็นขั้วทางการเมืองหรือมองแค่ความเป็นสมัครพรรคพวก จนกลายเป็นการเมืองเพื่อพวกพ้องหรือเพื่อพรรคของตนเองเท่านั้น

บนเส้นทางการเมืองที่คำนึงถึงเป้าหมายแห่งชีวิตตามหลักอิสลามเช่นนี้  ไม่ควรหลงลืมว่า แม้บุคคล  ไม่มีโอกาสดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาสในการประกอบคุณงามความดีตามที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ ตรงกันข้ามผู้ดำรงตำแหน่งต่างหากที่จักต้องแบกรับความผิดชอบอันใหญ่หลวงที่มีต่อสังคม เป็นผู้ที่จะต้องตอบคำถามต่าง ๆ ขององค์อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า อันเกิดจากภาระหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายจากสังคม

         อย่างหนักหน่วงมากกว่าบุคคลอื่นที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาอย่างแน่นอน จึงแม้คนส่วนใหญ่จะมองตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องน่าพิสมัยและต้องยื้อแย่งแข่งขัน แต่กัลยาณชนมุสลิมทั้งในอดีตและปัจจุบัน กลับพยายามหลีกหนีสิ่งเหล่านี้ไปเสีย เพราะตระหนักดีถึงผลพวกที่ตนเองต้องประสบในโลกหน้า ยกเว้นก็แต่เพียง หากสังคมไม่มีคนอื่นที่เหมาะสมไปกว่าตน ก็ต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อทำหน้าที่เป็นกัปตันนำนาวาสังคมไปสู่เป้าหมายที่อิสลามกำหนดและความตั้งใจอันบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะช่วยบรรดานักการเมืองให้รอดพ้นทัณฑ์ทรมานจากอัลลอฮฺและดำรงตนอยู่ในสถานะอันสูงส่งได้ในปรภพ เจตจำนงที่จะทำงานการเมืองเพื่อทำให้สังคมมีความสมดุลระหว่างภพนี้กับปรภพ  ย่อมทำให้บุคคลได้ชื่อว่าเป็นผู้ต่อสู้ในวิถีแห่งอัลลอฮฺ (มุญาฮิด ฟี  สะบีลิลลาฮฺ) การต่อสู้ในวิถีแห่งพระองค์ ทำให้ต้องคำนึงถึงเป้าหมายของงานการเมืองเป็นหลักใหญ่ ขณะเดียวกับที่การดำเนินกลยุทธ์ก็ต้องสอดรับกับเป้าหมายนั้นด้วย ทั้งการตระหนักถึงเป้าหมายและการดำเนิน  กลยุทธ์อย่างสอดรับกัน ล้วนต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งจากผู้ที่คิดปวารณาตนเพื่อทำงานการเมือง จึงปรากฏหลักการข้อหนึ่งที่บรรดาอุละมาอฺผู้รู้ได้จดจารไว้เป็นข้อบัญญัติว่า “จงเรียนรู้ให้เข้าใจ ก่อนก้าวไปนำสังคม”  (ตะฟักกอฮฺ ก็อบละ อันตะซูดู) การเมืองในอิสลามจึงมิใช่กิจของคนไร้ศาสนา มิใช่ที่ทางของคนเขลาเบาปัญญา แต่เป็นเวทีสำหรับผู้ปรารถนาเทิดทูนคำสั่งแห่งอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงภูมิรู้และภูมิธรรม ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนให้ได้ไปยืน ณ จุดนั้น หากแต่สังคมนั่นเองที่จะต้องจัดระบบบางอย่างขึ้นเพื่อคัดสรรผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวสู่การเมือง ระบบนี้อิสลามเรียกว่า “ระบบชูรอ”

 

 สรุป

         วิธีการที่เปิดให้บุคคลแข่งขันกันเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน โดยวัดจากคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ในที่สุดแล้วก็ได้สร้างรอยแยกร้าวลึกขึ้นในสังคมมุสลิม ไม่มีใครคำนึงว่าเป้าหมายของการดำรงตำแหน่งทางการเมืองคืออะไร? เพราะสิ่งที่มุ่งหวังสูงสุดก็คือตำแหน่งเท่านั้น หลักธรรมศาสนาซึ่งคือกรอบกติกาในการกำหนดเป้าหมายทางการเมือง เป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ซ้ำร้ายกว่านั้นการแข่งขันที่นับวันจะยิ่งรุนแรงได้แผ่ขยายความชั่วร้ายเข้าสู่แก่นแกนของศาสนา โดยอยู่ในรูปของปรากฏการณ์ใช้อิบาดะฮ์ฮัจญ์ล่อใจให้เลือก  ซึ่งหลายครั้งหมิ่นเหม่ต่อการให้และรับสินบน (ริชวะฮ์) อย่างยิ่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้บ่งชี้ว่า

           ทั้งผู้ให้และผู้รับมองเห็นฮัจญ์แค่เปลือกนอก มิได้มองเห็นเนื้อแท้แห่งฮัจญ์ ทำนองเดียวกับที่ทั้งสองฝ่ายมองเห็นการเมืองแค่การชนะเลือกตั้งอันเป็นกระพี้ แต่กลับปิดหูปิดตาเสียจาการพินิจเป้าหมายอันแท้จริงของการเมือง

          การจะนำการเมืองกลับสู่ที่ทางอันแท้จริงของมัน จึงไม่อาจอาศัยองค์กรใด ๆ ที่มีเป้าหมายแค่ความสุขฉาบฉวยบนโลก หากแต่ต้องอาศัยองค์กรที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่นำพาชีวิตสู่ความดีงามทั้งในภพนี้และปรภพเท่านั้น องค์กรดังกล่าวเรียกว่ามัสยิด ที่ซึ่งองค์อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงให้เกียรติอย่างยิ่ง โดยทรงเรียกขานว่าเป็นพระราชฐานของพระองค์ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ขัดเกลาจิตวิญญาณผู้ศรัทธามิให้ลุ่มหลงยึดติดกับลาภยศสรรเสริญบนโลกและสร้างจิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาสังคม (อุมมะฮ์) ผ่านระบบการละหมาดญะมาอะฮ์ สร้างความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจบนฐานของการเกื้อหนุนจุนเจือ ความขยันหมั่นเพียร และซื่อสัตย์สุจริต ผ่านระบบซะกาต และสร้างสำนึกความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผ่านกระบวนการส่งเสริมความดี  ยับยั้งความชั่ว และดำเนินไปภายใต้ระบบชูรอ

          มีแต่การคืนบทบาทอันแท้จริงให้แก่มัสยิดเท่านั้น เราจึงจะสามารถก้าวผ่านวิกฤติการณ์ที่คุกคามอุมมะฮ์อยู่ในขณะนี้ มีแต่การทำหน้าที่เต็มกำลังความสามารถขององค์กรมัสยิดเท่านั้น เราจึงจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และมีแต่มัสยิดที่ตระหนักถึงพิษภัยของการเมืองอันปราศจากศาสนาเท่านั้นที่จะหาญกล้ายกชูคบเพลิงแห่งความจริงขึ้นขับไล่ความมืดมิดที่ดำรงอยู่

          บรมศาสดาเคยขอดุอาอฺมีใจความว่า “ข้าแต่องค์อัลลอฮฺเจ้า ขอทรงโปรดอย่าได้ให้บุคคลผู้ที่เมื่อจะทำการใดในสังคมของเรา เขาไม่เคยคิดเกรงกลังพระองค์ และไม่คิดสงสารรักใคร่พวกเรา ขออย่าให้คนเช่นนี้ขึ้นมาเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจเหนือพวกเราเลย”

            วันนี้มีบ้างไหม? มัสยิดที่วิงวอนเช่นนี้ และมีไหมที่นอกจากจะวิงวอนขอแล้ว เหล่าผู้บริหารมัสยิดจะร่วมกันสร้างสำนึกแก่สัปปุรุษของตนให้ตระหนักถึงความเลวร้ายของความกระสันอยากในตำแหน่ง จนยอมใช้เงินซื้อเสียงและความชั่วช้าของคนโลภที่ยอมขายศักดิ์ศรีความเป็นมุสลิมแลกกับเงินไม่กี่บาท เพื่อที่เราทั้งหลายจะได้หลุดพ้นจากคำสาปที่อัลลอฮฺทรงสาปแช่งเสียที

 


โดย…วิสุทธิ์  (ฏ็อบรอนีย์)   บิลล่าเต๊ะ
หัวหน้าฝ่ายวิชาการและการต่างประเทศ
สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา